Entertainment

The Hello song from Animaniacs

posted on 06 Oct 2009 12:20 by warbandit  in Entertainment

ไม่ได้เขียนเกียวกับเรื่องนี้นานม๊ากกกก!

ขอเขียนซะบ้างนะครับ หลังจากผ่านเรื่องเครียดๆ ที่ไม่ค่อยประเทืองสมองไปหลายเรื่อง

(แล้วมันเครียดตรงไหน ?)

 

อย่างที่บอกว่า Animaniacs เป็นการ์ตูนเสริมความรู้ที่ดีชนิดนึง

ปล.ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ค่าโฆษณานะ

วันนี้ผมก็ไปเจอเพลงน่าสนใจมากๆมา และเอามาแบ่งปันกันฟังครับ

เพลงนี้ชื่อว่า "The Hello Song" กดฟังได้เลยครับ

 

 


 

เป็นเพลงที่สามพี่น้องตัวแสบของเราแนะนำนำว่า "Hello" เป็นภาษาอื่นๆ

 

เนื้อร้อง (สีแดงหมายถึงเสียงตัวละคร)

Yakko : There's a word in every language
A word that you should know
A word that means you're friendly
A word used high and low.
Though the way to say it varies
Most everywhere you go
Its meaning never changes
And that word is...


Yakko, Wakko  & Dot : ...Hello!

Yakko, Wakko  &Dot : Hello!
Hello!
Hello! Hello! Hello!
Hello! Hello! Hello! Hello!
Hello! Hello!

Yakko : In Germany it's "guten Tag"
Which also means "good day"
 

"Ni hao" is exactly how
Hello sounds in Taipei.

In Portugal it's "ola"

In Arabic, "salem"

Saying "zravo" means hello
In Macedonian.

It's "aloha" in Hawaii


They say "ya su" in Greece


In Israel the word's "shalom"
And that means "peace".


The Italians have "buon giorno"


The Viennese, "servus"


When you're at the Eiffel Tower
Just smile and say "salut!"

Yakko, Wakko  & Dot : Hello!
Hello!
Hello!
Hello!
Hello! Hello! Hello! Hello!
Hello! Hello!

Yakko : In Nepal they say "namaste"


In Sweden, "goddag"


In Thailand, "sabai dee roo" *


"Dobri den" in Prague.


In the Spanish language, "hola"


The Netherlands, it's "dag"


In Japanese, "konnichiwa"


And "hey" in Little Rock.

When you say "u hali gani"
Swahili is the tongue


In Russian it's "zdrahstvooyteh"
Which sounds way better sung.


If you're ever in Korea
"Ahnyung hahsay yo!"


And in some parts of Brooklyn
Hello is just plain "yo!"

Yakko, Wakko : Hello!
Dot : Hello!
Yakko, Wakko : Hello!
Dot : Hello...
Yakko, Wakko : Hello!
Dot : Hello??
Yakko, Wakko : Hello!
Dot : Hello!!
Yakko, Wakko  & Dot : Hello! Hello! Hello! Hello!
Hello! Hello!

Yakko, Wakko  & Dot : Though the way to say it varies 
Most everywhere you go
Its meaning never changes
Hello!
Hello!!
Hello!!!

 

Good Bye !

 

====================

 

*เอ่อ จริงๆแล้วภาษาไทยมันต้อง "Sawasdee" นี่หน่า

คำว่า "sabai dee roo" ในภาษาไทยแปลว่า "Are you OK ?"

ส่วนถ้าจะแปลให้เป็นคำว่า "Hello" ก็คงต้องเป็นเป็นภาษาลาว นี่แต่ก็ช่างเห้อ ฟังสนุกๆครับ

 

มีครั้งนึง เพื่อนผมที่มันคลั่งเกาหลีโทรมาหาแล้วบอกว่า "Ahnyung hahsay yo!"

ผมก็เลยตอบกลับว่า "salem"

มันเลยงงๆ แล้วถามกลับว่า "พูดไรอ่ะ" (โอ้ว! ผีเกาหลีหลุดออกจากร่างเลย)

ผมก็บอกว่า "อ๋อ ภาษาอาหรับแปลว่า สวัสดี น่ะ"

ขอบคุณ Yakko มากๆ สะใจมั๊กๆ โฮะๆๆ

หมายเห็ดพิษ : เอ็นทรีนี้ขอสวนกระแสเพลงเกาหลีแบบสุดโต่ง

ประเทศนี้คือประเทศอะไรน๊า ? 

  1. ประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านของไทย
  2. มีหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรม
  3. มีอาณาเขตยาวติดต่อกับประเทศไทยมากที่สุด
  4. มีอาณาเขตติดกับแหล่งอารยธรรมเด่นของโลกทั้งสองแห่งคือจีนกับอินเดีย
  5. เมืองที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เมืองหลวง

ใช่แล้วครับ นั่นก็คือประเทศพม่านี่เอง

เมื่อวานนี้ผมเปิดเว็บ Youtube เพื่อดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งไปเจอกับมิวสิกวิดิโอนี้

 

 

ผมไม่รู้นะว่าเพลงนี้ชื่ออะไร แต่เค้าบอกว่า Myanmar Song

ผมชอบทำนองเพลงครับ เหมือนเพลงจีนแต่ทำนองอินเดียเลย

ทำนองเพลงออกแนวซอฟท์ๆเย็นๆดีครับ ฟังสบายๆ

เด็กๆ ที่ออกมาเต้น ก็ใส่ชุดประจำชาติ และเป้นชุดประจำชนเผ่าของตัวเอง ทุกคนครับ เห็นแล้วน่ารักดี

และจากคลิปนี้ ทำให้ผมได้ทราบนิยามที่แท้จริงของ "รำวง" เลย

ตอนนี้โหลดมาเก็บไว้ในเครื่องเป็นไฟล์ Mp3 ล่ะ (จะมีคนบอกว่าผมชอบของแปลกมั๊ยนะ )

ส่งท้าย: สะกิดใจมากกับ Comment นี้

 Comment about Myanmar song

หวังให้เป็นอย่างนั้นนะ

ภาคสองถึงแม้ว่าจะมีมีเพลงแนวเดียว แต่มีแนวย่อยเยอะครับ มาดูกันเลย 

9) DANCE MUSIC ดนตรีเต้นรำแบ่งแยกได้อยากมาก เพราะทุกๆแนวสามารถนำมาเต้นได้หมด ไม่ว่าจะเป็น พ็อพ,ร็อค,บูลส์,แจ๊ซ ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเต้นเร็วหรือช้า และมีท่วงท่าแบบไหนก็ได้

แต่ปัจจุบันดนตรีเต้นรำจะถูกแยกออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยจะเปิดตามสถานที่ที่เป็นคลับเต้นรำโดยเฉพาะเท่านั้น ดนตรีเต้นรำที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ ดนตรีพ๊อพแด๊นซ์ โดยความหมายก็คือดนตรีที่กำลังได้รับความนิยม หรือฮิตอยู่ในขณะนั้นๆ นำมาใส่จังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อเต้นได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็จะมีแนวหลักที่มีมาแต่ดั้งเดิมตั้งแต่ยุค 80’s จนถึงปัจจุบันดังนี้คือ

 

- DISCO เป็นแนวเพลงที่เกิดในยุค 70’s โดยคลับใน New York ที่เลือกเปิดแต่เพลง Soul , Funk , Grooves แบบเต้นรำจนพัฒนากลายเป็น Disco โดยนำเอาดนตรีโซลมาใส่จังหวะใหม่เพิ่มความเร็ว และศิลปินส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินผิวสี เช่น Donna Summer , Gloria Gayner , Boney M และอัลบั้มที่พลิกประวัติศาสตร์เป็นอัลบั้มขายดีตลอดการจนกระทั้ง Micheal Jackson มาลบสถิติได้ก็คือ Saturday Night Fever ที่มีเพลงฮิตหลายๆ เพลงของ The Bee Gees ในอัลบั้มนี้ที่ติดอับดับ Top Ten ทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา ส่วนคลับเป็นตัวแทนของดิสโก้ก็คือ Studio 54 ที่มีแขกชื่อดังมากมายมาเที่ยวที่คลับแห่งนี้ ที้งศิลปิน นักร้อง นักธุรกิจ และปิดตัวลงในช่วงต้นยุค 80’s จนกลายเป็นตำนานของคลับในช่งดิสโก้เฟื่องฟู

 

- GARAGE พัฒนาต่อมาจากการนำเอาดนตรีดิสโก้ มาเพิ่มความเร็วของจังหวะและเนื้อหากระชับมากขึ้น เน้นความหรูหราของเสีงออร์แกน แต่สไตล์ของเสียงร้องยังคงความเป็นโซลอยู่เหมือนเดิม นิยมเปิดกันในคลับของชาวเกย์ที่นิวยอร์ค ซึ่งมีชื่อว่า The Garage ในที่สุดจึงใช้ชื่อคลับเป็นแนวเพลงศิลปินแนวนี้ที่เป็นที่รู้จักในบรรดาคน ฟังกันคือ Toddterry , Mathawelth , Frankie Knuckles

 

- HOUSE MUSIC ในช่วงต้นยุค 80’s ได้มีปรากฎการณ์ดนตรีขึ้นมาใหม่เป็นดนตรี House Music ที่นำเอาดนตรี Disco มาปรับปรุงตัดแต่งรีมิกซ์เพิ่มเติมความเร็วของบีท หรือจังหวะเพิ่มขึ้น และเนื้อร้องเหลือเพียงแค่ทอนฮุคหรือคำเท่ๆบางคำที่นักเต้นสามารถร้องตามได้ เท่านั้น และใส่บีทที่เป็นเสียงสังเคราะห์ผสมผสานกันกับ Electronic , Synth Pop , Jazz โดยสร้างดนตรีแนวนี้กันในโกดังที่เรียกว่า Ware House และสุดท้ายดัดเหลือ House คำเดียว

ความเร็วของจังหวะหรือ BPM (Beat Per Minute) คือความเร็วของจังหวะกลอง หรือกระเดื่องที่นับได้ภายใน 1 นาทีจะอยู่ระหว่าง 100 – 125 จนเป็นดนตรี House นี่ได้เป็นพื้นฐานให้กับดนตรีแนวอื่นอีกมากมายในช่วงยุค 80’s ทั้ง Hip House , Ambient House , Acid House และในช่วงปลายยุค 80’s ดนตรี House Music ก็ขับจากการเป็นเพลง Underground มาเป็นดนตรี Pop โดยเริ่มที่ยุโรปจนมาถึงอเมริกาในภายหลัง โดยที่มาของชื่อ House Music นี้มาจากคลับใน Chicago โดยมี Frankie Knuckles เป็น DJ. ในขณะเดียวกันคลับใน New Youk ที่ชื่อ Paradise Garage ก็ได้เปิดตัวขึ้นมี Larry Levan มาเป็น DJ. จนเป็นที่มาของคำว่า House and Garage

 

- FILTERED DISCO หลังจากที่ Disco เงียงหายไปในช่วงต้นยุค 80’s จนกระทั่งหลายๆคนได้กล่าวว่า Disco ได้ตายแล้ว จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 90’s Disco ก็ได้ฟื้นคืนร่างรมาใหม่ในปัจจุบัน และนำระบบการบันทึงเสียงและ Effect มาใส่ในดนตรีและเสียงร้องที่ทุ้มลงหรือแหลมขึ้นจนกลายเป็น Filtered Disco โดยมีทั้งศิลปินผั่งอเมริกา อังกฤษ หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศสเข้าร่วมแจมโดยมีชื่อเรียกต่างๆกันทั้ง Neo-Disco , Funk House , French House , French Funk

 

- FUNKY HOUSE เป็นดนตรีที่นำเอาท่อน Riff Guitar ที่สนุกสนานและการเดินเบสที่ลื่นไหลแบบ Funky มาผสมกับจังหวะดนตรีเต้นรำแบบ House บวกกับเสียงเครื่องสายที่พริ้วไหว จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของ Funky House แล้วใส่เสียงร้องลงไป ศิลปินที่บุกเบิก Funky House ส่วนมากจะเป็นศิลปินจากฝรั่งเศส เช่น Etienne Decrecy , Bob Sinclar , Stardust , Modjo ฯลฯ จนบางครั้งนักวิจารณ์ก็เรียกว่า French House , French Funk แต่ดนตรี Funky House ก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ศิลปินฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังคลอบคลุมไปถึงทั้งศิลปินจากอังกฤษยุโรปและอเมริกาอีกด้วย ดนตรี Funky House ไม่ได้หยุดตัวเพียงเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาผสมผสานกับดนตรีแนวอื่นทั้ง Brazillian , African , Samba , Jazz จนกลายเป็นรูปแบบใหม่ๆ

 

- TECHNO เป็นแนวดนดรีเต้นรำที่แตกแขนงออกไปจากดนตรีดิสโก้แต่มีความเร็วจังหวะ 110 – 130 BPM มีจังหวะที่เน้น่ไปทางหนักหน่วง โดยใช้เสียงของดนตรีสังเคราะห์ล้วนๆ เปรียบเสมือนตัวแทนของการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี่ในยุค 80’s ที่มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีสีงเคราะห์มาใช้แทนกีตาร์ กลอง เบสและเปียนโน ลักษณะเด่นของดนตรีเทคโน จะอยู่ตรงที่จังหวะแข็งกระด้าง ไม่มีเสียงเบส แทบจะไม่มีเสียงร้องด้วยซ้ำ

รายละเอียดประกอบด้วยเสียงเอฟเฟ็คท์ต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมา เป็นท่วงทำนองบ้างไม่เป็นบ้าง ซึ่งจะเป็นที่นิยมกันมากในยุโรป คือ เยอรมันและฮอลแลนด์ ซึ่งต่อมาก็มีการนำดนตรีพ็อพมาผสมผสานและถูกเรียกว่า เทคโน แด็นซ์ (techno Dance) วง Kraftwerk ของเยอรมันเป็นต้นแบบ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นรากฐานของดนตรีเทคโนยุคหลังๆ ที่นิยมเปิดกันตามคลับเต้นรำในปัจจุบันซึ่งศิลปินจะออกวางขายกันเฉพาะซิ งเกิล

 

- EURO BEAT แตกแขนงมาจากดนตรีดิสโก้เช่นกัน และมีความเร็วของจังหวะที่ใกล้เคียงกับดนตรีเทคโน แต่มีรายละเอียดของดนตรีสังเคราะห์น้อยกว่า มีทำนองและเนื้อร้องที่ไพเราะ น่าฟังมากกว่า ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของดนตรี จากฝั่งยุโรปที่นิยมกันมาตั้งแต่ยุค 80’s จนถึงปัจจุบัน โดยมีวงดังอย่าง Pet Shop Boy และ Erasure เป็นตัวแทน

 

- TRANCE (อ่านออกเสียงว่า "แทรนซ์") เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรี Ambient กับดนตรีเทคโน กล่าวคือ ดนตรีแอมเบี้ยนท์ เป็นดนตรีที่ประกอบไปด้วยเสียงของบรรยากาศรอบตัวเช่น เสียงลม เสียงฝน เสียงคน หรือเสียงสัตว์ แต่ไม่มีจังหวะเมื่อนำบีทที่มีความเร็ว 110-130 BPM ของดนตรีเทคโนมาผสมบวกกับเบสไลน์ของโรลลิ่งเบส

เสียงใหญ่ผสมกับเสียงสังเคราะห์ของซินธ์และเอฟเฟ็คท์ต่างๆ โดยใส่ท่วงทำนองที่ไพเราะเข้าไปจึงฟังดูล่องลอย กว้างขวาง มหึมา และหรูหราของเสียงซินธ์ ลักษณะที่เด่นชัดและเรียกว่า Trance เพราะเป็นดนตรีที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปชอบนำไปเปิดตามปาร์ตี้ ตามที่ต่างๆที่พวกเขาไปเที่ยวกัน และเมื่อไปถึงเมืองไหนหรือประเทศใด พวกเขาก็นำกลิ่นอายหรือบรรยากาศของสถานที่นั้นๆมาสร้างเป็นเมโลดี้ ผสมผสานกับบีทเทคโน ดนตรีแนวนี้จึงกลายเป็นดนตรีประกอบการเดินทางแหล่งกำเนิดของดนตรีแนวนี้ คือ ประเทศเยอรมัน เรียกว่า Euro Trance หรือเต็มๆคือ European Trance และที่เมือง Goa ประเทศอินเดีย เรียกกว่า Goa Trance

 

- ELECTRONICA เป็นชื่อที่นักวิจารณ์ใช้เรียกแทนดนตรีเต้นรำแนวใหม่ที่แตกแขนงมาจากดนตรี เต้นรำแนวหลักๆ ข้างต้น แต่ยังสัดส่วนที่คล้ายและไกล้เคียงกัน แตกต่างกันที่รายละเอียดและโครงสร้างดนตรีที่นำมาผสมผสานและรีมิกซ์เข้าด้วย กันแนวหลักที่เกิดขึ้นใหม่มีดังต่อไปนี้ Hard House ความเร็ว 110-130 BPM / Deep Funk ความเร็ว 110-120 BPM / Progressive House ความเร็ว 110-130 BPM

 

- HIP HOP เป็นดนตรีแรปที่เพิ่มรายละเอียดของดนตรีที่เป็นทั้งกีตาร์ เบส และคีย์บอร์ด เข้าไปบวกกับลูกเล่น การสแครซแผ่นเสียงจาก Turntable และเสียงเอ๊ฟเฟค์ทจากเครื่องมิกซ์เซอร์ ดนตรีจึงสละสลวยและน่าฟังมากกว่าดนตรีแรป แต่ถ้าลดความเร็วลงมาประมาณเท่าตัว ก็จะเรียกว่าดนตรี Tip Hop ซึ่งจะเปลี่ยนเสียงร้องในสไตล์แรปไปเป็นสไตล์โซล แต่ถ้าเพิ่มความเร็วของจังหวะขึ้นเท่าตัว ก็จะเรียกว่าดนตรี Hard Hop แต่รายละเอียดดนตรียังเหมือนเดิม

 

- BIG BEAT เป็นดนตรี Hip Hop ที่เพิ่มความเร็วของจังหวะประมาณ 3-5 เท่า เปลี่ยนโครงสร้างดนตรีจากการแรปมาเป็นดนตรีโซล เพิ่มเบสไลน์ของดนตรีฟังก์บวกลูกเล่นสแครซแผ่นและการแซมเพลอร์เสียงต่างๆลง ไปผลลัพท์คือ เสียงของบีทที่ใหญ่โตค้นพบโดย The Chemical Brothers แต่ผู้ที่ทำให้โด่งดังทั่วโลกคือ Fat Boy Slim

 

- BREAK BEAT ดนตรีร็อคที่ถูกเปลี่ยนเสียงของดนตรีจากของจริงมาเป็นเสียงสังเคราะห์ ทั้งเสียงกลองและกี่ตาร์ เนื้อร้องจะถูกตัดต่อมาจากเพลงต่างๆนำมาแซมเพลอร์ลงไป ผสมกับเสียงที่รกๆของเอฟเฟ็คท์ จังหวะที่แข็งกระด้างเหมือนเทคโน แต่อัตราเร่งช้ากว่า

 

- DRUM N’ BASS & JUNGLE เป็นดนตรีที่ทรงพลังด้วยการรวมตัวของดนตรี โซล ฟังก์ แจ๊ซ เรกเก้ และ ดัมส ร่วมกันล่องลอยไปบนจังหวะที่แข็งกระด้าง หนักแน่น เร่งเร็วถี่ยิบในอัตรา 140-160 BMP โดยมี MC หรือแรปเปอร์จะคอยแรปประกอบกับการมิกซ์ของดีเจ

โครงสร้างหลักของจังหวะคือเสียงกลองและเบส ที่พัฒนามาจากดนตรีเทคโนและฮาร์ดคอร์ และพถ้ามีจังหวะที่เร็วกว่าเดิมมากขึ้น หรือตัดเสียงเบสออกก็จะถูกเรียกเป็นดนตรีจังเกิ้ล (Jungle) เพราะมีกลิ่นอายและจังหวะที่เหมือนกับดนตรีเต้นรำรอบกองไฟของคนป่า

 

- URBAN หรืออีกชื่อเต็มว่า Urban contemporary คือดนตรีแบบ R&B SOUL ในช่วงยุค 90’s ถึงปัจจุบัน โดยเป็นเพลงที่เน้นความเป็นป๊อปที่ฟังสบาย มีจังหวะที่ทันสมัย และมีความเป็น Pop มากกว่า R&B และได้ข้ามจากชาร์ท R&B ไปสู่ชาร์ท Pop โดยมีศิลปินผิวสีอย่างเช่น Janet Jackson , Whitney Houston , Ocean เป็นศิลปินบุกเบิกยุคแรกๆ ต่อมาก็มีศิลปินอย่างเช่น Bobby Brown นำ R&B มาใส่บีทแบบ Hip Hop และร้อง Rap ใส่ลงไปจนกลายเป็นที่มาของ Urban ในยุคต่อๆมา

 

- CHILLED OUT คือดนตรีเต้นรำที่ผ่อนคลาย และมีจังหวะที่ช้าที่สุด มีไว้สำหรับฟังเพื่อผ่อนคลายหรือเต้นรำในจังหวะสโลว์เสียมากกว่า เพราะลักษณะที่ชัดเจนคือ ท่วงทำนองไพเราะ ล่องลอย เคลิบเคลิ้ม ฟังแล้วโลกสว่างไสว ถือว่าเป็นกระแสดนตรีในยุคปัจจุบันที่เป็นทางเลือกสำหรับคนที่เบื่อเพลง Pop แบบ Mainstream แต่ก็ไม่ต้องการดนตรีที่ซีเรียสมากมาย Chill Out จึงเป็นคำที่เรียกแนวดนตรีที่หลากหลายทั้งแนว Lounge , Downtempo , Balearic , Trip Hop , ฯลฯ ซี่งจะเป็นดนตรีแนวอะไรก็ได้ ยกเว้นที่มีจังหวะหนักๆเท่านั้น และอัลบั้มที่ทำให้ดนตรี Chill Out เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในเมืองไทยรคือ Café Del Mar ที่เป็นเพลงที่เปิดในคลับซื้อเดียวกันในเกาะ Ibiza ประเทศสเปน ส่วนอับบั้น Chill Out ที่ถือว่าเป็นแนวหน้านั้นคงจะเป็นอับบั้ม Costes ที่เป็นเพลงสำหรับเปิดใน Boutique Hotel ในประเทศฝรั่งเศสมิกซ์โดย Stephane Pompoungac กับอับบั้ม Buddha Bar ที่เป็นเพลงที่เปิดในบาร์ชื่อเดี่ยวกันในประเทศฝรั่งเศสโดย Claude Challe

 

- NEW AGE หากแปลตามตัวก็หมายถึง ดนตรียุคใหม่ เป็นแนวดนตรีชนิดหนึ่งมีจุดเริ่มต้นจากงานความหลากหลายของนักดนตรียุโรปและ อเมริกันในทศวรรษที่ 60 ที่ทำเพลงอีเลกโทรนิกและอคูสติก โดยทั่วไปมีลักษณะการใช้เครื่องดนตรีพื้นฐานและความซ้ำของเมโลดี้ในธรรมชาติ การบันทึกเสียงจากธรรมชาติก็มีการนำมาใช้ในเพลง ดนตรีนิวเอจมีดนตรีที่ให้ความผ่อนคลาย แรงบันดาลใจ และมักใช้กับกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น โยคะ การนวด การทำสมาธิ การอ่านหนังสือ และการบริหารความเครียด ที่จะสร้างบรรยากาศไม่ว่าจะที่บ้านหรือสถานที่ต่าง ๆ

ลักษณะของดนตรีนิวเอจมักผสมระหว่างเสียงเอฟเฟกหรือเสียงจาก ธรรมชาติ รวมกับเพลงอีเลกโทรนิกและเครื่องดนตรี อาศัยโครงของดนตรีหนุนไว้ อย่างเช่น ฟลุต เปียโน อคูสติกกีตาร์ และอาจรวมถึงเครื่องดนตรีตะวันออก ซึ่งในบางเพลงอาจมีการร้องลำนำในภาษาสันสกฤต ทิเบต หรือการสวดของคนพื้นถิ่นในทวีปอเมริกาเหนือ เป็นต้น หรือในบางคร้งก็มีการเขียนเนื้อร้องที่อิงมาจากเทพนิยายอย่างตำนานเคลติก เป็นต้น สำหรับเพลงที่มีความยาวมากกว่า 20 นาทีในเพลงประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไร และในบางครั้งลักษณะของเพลงแบบนี้ก็มีการเปรียบได้ว่าดนตรีแอมเบียนต์ (ambient music) ในช่วงทศวรรษที่ 80 ดนตรีนิวเอจได้รับความนิยมทางสถานีวิทยุทั่วไป ฮิปปี้ชอบกัน!?

 

Credit : Pantip เฉลิมกรุง

กระทู้ : ความหมายของดนตรีแต่ละแนว ที่ใครๆ คงอยากรู้กันครับ !!

 
เอ็นทรีหน้า ถ้าอัพเพลงเป็น อาจจะเอาตัวอย่างเพลงมาให้ฟังกันครับ

ดนตรีแต่ละแนวแต่ละสไตล์ มีลักษณะที่มาแตกต่างกันและคล้ายๆก้น ซึ่งต้องใช้ความรู้และความชำนาญในการแยกแยะ

แต่ถ้าเข้าใจและรู้จักในแนวดนตรีหลักๆแล้วจะเข้าใจได้ไม่ยาก ดนตรีจึงเป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกถึงนิสัย และรสนิยมของคนที่ฟังได้อีกด้วย

เหตุผลหนึ่งดนตรีแนวหลักที่ผู้คนนิยมฟังกันทั่วโลกนั้นมีไม่กี่แนว ซึ่งจะอธิบายความหมายลักษณะและที่มาอย่างง่ายๆ ดังนี้ครับ...

1) POP หรือดนตรีพ๊อพ Pop ย่อมาจากคำว่า Popular ที่มีความหมายว่า เป็นที่นิยมชมชอบกันทั่วไป ดนตรีพ๊อพจึงมีลักษณะที่ฟังง่าย ติดหู ทำนองไพเราะ

ดนตรีไม่มีความสลับซับซ้อน เนื้อหากล่าวถึงความรัก ธรรมชาติ อารมณ์ต่างๆของผู้คนทั่วไปโดยรวมแล้วทุกๆเพลงจะมีลักษณะที่เด่นชัด

ดังนั้นดนตรีพ๊อพจึงอาจจะเป็นดนตรี โพลค์ บูลส์ คันทรี่ ร็อค เฮฟวี่ แรป แด๊นซ์ ฯลฯ หรือดนตรีอะไรก็ตามที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบและฮิตเป็นบ้าเป็นหลัง



2) ROCK เป็นดนตรีที่มีจังหวะจะโคนเร่งเร้ากระชับหนักแน่นโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาตามจังหวะด้อย่างเมามัน โดยมีที่มาจากดนตรีร็อคแอนด์โรลยุค 50's ตอนปลาย และยุค 60's ที่เรียกกันว่า 'Rock A Billy' หรือจากเพลง 'Rock Around The Clock' มีกลองให้จังหวะพร้อมกับริธึ่มของกีตาร์ที่หนักแน่น และเสียงร้องกระแทกกระทั้น เพื่อปลุกเร้าคนฟังให้เกิดอารมณ์สนุก เมามันส์ และปลดปล่อย

ดนตรีร็อคได้พัฒนาให้มีจังหวะที่หนักแน่นและมีรายละเอียดในแง่ของลูกเล่นกีตาร์มากขึ้นและเร็วขึ้นเลยเรียกว่า ฮาร์ด ร็อค(Hard Rock)และพัฒนาให้มีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของเพลง และเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวที่เรียกว่า โปรแกรสซีฟ ร็อค (Progressive Rock) โดยมีเครื่องดนตรีอย่างคีย์บอร์ดและออร็แกนเข้ามามีบทบาท และพัฒนามาจนถึงมีความหนักแน่นกร้าวร้าว หยาบคาย ทั้งในเนื้อหาและดนตรีที่เน้นหนักไปที่กี่ตาร์ริธึ่มและโซโล่เป็นพระเอกที่เรียกว่า เฮฟวี่เมทอล (Heavy Metal) เช่นวง Metallica และ (Alternative) เช่นวง Nirvana เป็นต้น



3) JAZZ เป็นดนตรีที่มีต้นกำเนิดมาจากทาสผิวดำที่ถูกนำมาเป็นทาสในอเมริกาแถบนิวออร์ลีน รัฐนี้จึงกลาเป็นรัฐของดนตรีแจ๊ซ โดยเริ่มแรกจากการที่ทาสผิวดำแหล่านี้มีรากฐานของดนตรีโซลและบูลส์อยู่บ้างแล้ว เพราะคนผิวดำที่ถูกต้อนมาจากทวีปอาฟริกานั้น เป็นชนเผ่าต่างๆที่มีวัฒนธรรมและประเพณีของตนเองติดตัวมาอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสได้พบประระหว่างทาสด้วยกัน ก็หันมาร้องรำทำเพลงบ้าง เข้าโบสถ์ชุมนุมกันบ้าง และจับเครื่องตนตรีต่างๆมาเล่นร่วมกัน ทั้งเครื่องเป่า เปียโนหรือตีตาร์

เมื่อพวกเขาหลุดพ้นจากการเป็นทาส หรือว่างงาน ก็จะมารวมตัวกันเล่นดนตรีตามงานศพต่างๆของคนผิวดำด้วยกัน เพื่อเป็นการระบายความต่ำต้อยของพวกเขาเอง ดนตรีแจ๊ซในนิวออร์ลีนก็ได้แพร่หลายจากงานต่างเหล่านี้ ซึ่งลักษณะเดนของดนตรีแจ๊ซค่อนข้างจะ ซับซ้อน ไพเราะ ปราณีต บรรจง และค่อนข้างจะอิงไปทางดน่ตรีคลาสสิคในยุคก่อนๆ เครื่องดนตรีที่เด่นๆของแจ๊ซคือ เครื่องเป่า กีตาร์ เปียโน บิดาของดนตรีแจ๊ซคือ หลุยส์ อาร์มสตรอง



4) SOUL & FUNK ดนตรีโซล เป็นรากฐานของดนตรีหลายๆแนวในปัจจุบันที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะโซลเป็นดนตรีที่มีความหมายของคำว่า “วิญญาณ” ซึ่งเป็นดนตรีที่เน้นไปทางเสียงร้อง และเอื้อนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนผิวดำ ที่ไม่มีชนชาติใดเลียนแบบได้ และเนื้อหาก็จะตีแผ่ถึงความลำบากในการใช้ชีวิตที่ตกเป็นทาส เสียงร้องจึงคล้ายกับการคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด

ดนตรีจะไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์ เปียโน หรือเครื่องเป่า ลักษณะที่สังเกตได้ง่ายจากดนตรีโซลรคือ ตนตรีคนดำใช้ร้องในโบสถ์ประสานเสียงร้องกันที่เรียกว่า Acapella เช่นดนตรีของ Marvin Gaye หรือ Diana Ross เป็นต้น ต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาโดยการนำเอาดนตรีโซลไปผสมผสานกับเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆขึ้น นอกเหนือจากเสียงร้องแล้ว อาจจะเน้นไปที่กีตาร์ กลอง โดยเฉพาะเสียงเบส ให้จังหวะจะโคนที่เด่นชัด และลื่นไหล สร้างอารมณ์ให้เต้นตามได้ ซึ่งต่อมาเรียกว่าดนตรี ฟังก์ (Funk) หรือ โซล-ฟังก์นั่นเอง ซึ่งก็มีศิลปินอย่าง James Brown , Stevie Wonder , Celine Dion , Mariah Carey เป็นต้น



5) BLUES เป็นดนตรีของคนผิวดำเช่นกับที่นำเสนอเรื่องราวของชีวิตที่ต้อยต่ำ ผ่านเสีงดนตรีคือ กีตาร์ที่เศร้าสร้อย หดหู่ จนน่าขนลุก บวกกับเสียงร้องที่แหบพร่าเหมือนการรคร่ำครวญคล้ายคนกำลังร้องไห้

โดยให้เสียงกีตาร์กับเสียงเครื่องเป่าฮาร์โมนิก้าเป็นสื่อถ่ายทอด ความเจ็บปวดเหล่านั้นอีกที เพื่อเป็นการตอกย้ำซึ่งถ้าในบ้านเราก้จะเรียกเพลงเหล่านี้ว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิต มีศิลปินอย่าง Muddy Waters , Memphis Slim และ Sonny Boy Williamson เป็นผู้ให้กำเนิดตำนานบทนี้ และส่งผลเด่นชัดที่สุดต่อแนวเพลงริธึ่ม แอนด์ บูลส์ ในปัจจุบัน


6) RAP รากฐานที่แท้จริงของดนตรีจากคนผิวดำอีกแนว ที่ประทับตราได้เด่นชัดที่สุดกว่าแนวอื่นใดทั้งหมดที่เป็นของพวกเขา เพราะเป็นดนตรีที่มาจากการพร่ำป่น การเปล่งเสียงที่มาจากภายในของตัวคน ระบายออกมาเป็นท่วงทำนอง เป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน พรรณนา และปาฐกถา โดยไม่จำเป็นต้องมีเสียงดนตรี

ซึ่งแม้แต่จังหวะก้สามารถใช้เสียงในลำคอคอยให้จังหวะได้ เนื้อหาก้ยังวนเวียนอยู่กั้บการถูกเอารัดเอาเปรียบเหมือนเดิม เป็นดนตรีที่พูดถึงความจริงได้ชัดเจนที่สุด เพราะเนื้อหาค่อนข้างเปิดเผย โผงผาง หยาบคายและด่าทอได้ถึงกึ๋น ต่อมาได้พัฒนามาเป็นดนตรี ฮิป-ฮอป (Hip-Hop) ซึ่งมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือ Turntable เป็นเครื่องดนตรีที่คอยให้จังหวะ


7) REGGE & LATIN MUSIC เป็นดนตรีพื้นเมืองของจาไมก้าที่มีเนื้อหาพูดถึงการเมือง และลัทธิรัสตาฟาเรียน โดยมีบ๊อบ มาเลย์เป็นสัญญลักษณ์ ซึ่งดนตรีเน้นที่กีตาร์เป็นจังหวะเด่นชัด และเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ จังหวะของดนตรีเร็กเก้จะให้ความสนุกสนานด้วยตัวของมันเองอย่างชัดเจน

แม้เนื้อหาจะหนักแต่ดนตรีเรกเก้ก็ได้รับความนิยม อย่างแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยมีปรมาจารย์อย่าง King Tubby และ Augatus Pablo เป็นผู้ให้กำเนิด ส่วนดนตรีลาติน มิวสิคนั้น เป็นดนตรีประจำภาคพื้นทวีปอเมริกาใต้ ที่เน้นจังหวะที่มีเครื่องเคาะหลากหลาย เป็นแกนหลักของดนตรี ทำนอง และจังหวะจะผสมผสานระหว่างการเต้นระบำของคนพื้นเมือง ใส่ความสมัยใหม่ของเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ กลอง เบส และที่เป็นพระเอกอีกชิ้นก้คือ กีตาร์สไตล์ สแปนิช หรือสไตล์ลาติน ที่มีทำนองและเสียงไม่เหมือนกีตาร์ของชนชาติใด ศิลปินที่รู้จักกันดีคือ Ricky Martin ที่นำเอาดนตรีลาตินมาใส่กับดนตรีแด๊นซ์ของฝั่งอเมริกา



8) WORLD MUSIC เป็นดนตรีที่นำเอาเอกลักษณ์ ของดนตรีพื้นเมืองของชาติต่างๆ มาเรียบเรียงใหม่ บนดนตรีสังเคราะห์ ซึ่งมีหลากหลายสไตล์ทั้งเต้นรำ และฟังแบบสบายๆ

เนื้อหาของเพลงอาจจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะจะเน้นความเป็นพื้นเมืองของดนตรีนั้นๆ รายละเอียดดนตรีก้เช่นกัน จะมีความสลับซับซ้อน หลากหลาย ที่นำมาผสมผสานกันจนยุ่งเหยิงแต่กลับกลายเป็นเนื้อเดียวกันที่ลงตัว วงดังๆในแนวนี้ก็มีอย่าง เช่น Enigma , Deep Forest เป้นต้น และที่กำลังมาแรงอีกเช่นกันคือ แนว Buddha Bar

เดี๋ยวมีภาค 2 ต่อนะครับ ขอลงเครดิตก่อน

Credit : Pantip เฉลิมกรุง

กระทู้ : ความหมายของดนตรีแต่ละแนว ที่ใครๆ คงอยากรู้กันครับ !!

เว็บของผู้เขียนบทความ DJ.Phong

Ratcicle View my profile

Recommend

Favourites