ของฝาก (เล็กน้อย) จากที่ไปเที่ยวยุโรป
posted on 23 Apr 2008 20:38 by warbandit in My-Life
บอกก่อนว่า ถึงผมจะบอกว่าไปเที่ยวยุโรป
แต่จริงๆแล้วไปแค่ 3 ประเทศเท่านั้น คือ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และ อิตาลี ครับ
ขอบอกว่าทำเอาหน่ายมาก เพราะไปกับบริษัททัวร์
ดังนั้น แทบจะไม่มีอิสระเสรี แหกขี้ตาตื่นแต่ตีห้า (แต่ตีห้าแถวนั้นมีนสว่างโร่แล้วเน้อ)
ดังนั้น Entry นี้ ไม่ใช่ How to อยากได้สาระการท่องเที่ยว คงไม่มีให้เขียน
(คนอ่าน : อ้าว หาสาระไม่ได้อีกและ)
เพราะงั้น เอ็นทรีนี้ จะเป็นการเล่าเรื่องสไตล์ไดอารี่ แปะภาพพองาม
แต่คงไม่อลังการแบบ Facebook ครับ
เอาล่ะมาเริ่มกันดีกว่าครับ
(หมายเหตุ : เวลาที่อยู่ในเรื่องนี้จะเป็นเวลาท้องถิ่งครับ)
วันที่ออกเดินทางเป็นวันที่ 15 เมย. วันสุดท้ายของวันสงกรานต์ ครับ
เดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินตุรกี (Turkish Airlines)
ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนประมาเที่ยงคืน
เดินทางไปยังเมืองอิสตันบูลของตุรกีเป็นเวลาตีห้าเศษๆ ตามเวลาท้องถิ่น
แล้วเปลี่ยนเครื่องบินไปฝรั่งเศษต่อ
เวลาเดินทางรวมๆน่าจะประมาณ 10-12 ชม. ครับ
หลังจากผจญกับอาหารบนเครื่อง
กับแอร์สจ๊วดที่พูดอังกฤษสำเนียงตุรกีกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตอนที่เดินทางไปถึงฝรั่งเศษเป็นเวลา 8โมงกว่าๆเอง
หลังจากที่โหลดกระเป๋าเสร็จ คงจะได้เข้าที่พักเลย แต่ไม่ มันเพิ่งเช้า
ดังนั้นเราจึงออกเที่ยวกันเลย (กรูเหนื่อย!)
วันแรกที่ไป เราอยู่ที่ฝรั่งเศส ดังนั้นวันแรกหลังจากที่ก้าวออกจาก'หนามบิน
คือเดินทางไปปารีสเลย
โดยที่การเที่ยวก็คือการล่องเรือที่แม่น้ำแซนน์ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านฝรั่งเศส
ไหลผ่านสถานทีที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น วิหารนอร์ทเธอร์ดาม จตุรัสคองคอร์ด โรงละครโอเปร่า
ประตูชัยนโปเลียน หอไอเฟลครับ (ขอบคุณ XnView เช่นเดิม กับการใส่ตัวอักษร
และย่อรูปภาพ และแปลงเป็นไฟล์ gif เพื่อการโหลดที่ไวขึ้น)
สามภาพข้างบนนี่ถ่ายตอนล่องเรือที่แม่น้ำแซนน์ครับ
ในวันที่สอง เราได้เดินทางไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังที่สวยงามที่สุดในยุโรป (สวยม๊าก ขอบอก)
โชคดีมาก ที่ที่นั่นมีไกด์ไทย สามารถเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้ฟังจากที่ไกด์เล่ามา
มันทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนในตำนานเรื่องนึง นั่นคือ "กุหลาบแวร์ซาย" ซึ่งผมคิดว่า
มันช่างตรงกับประวัติศาสตร์สมัยปฏิวัติฝรั่งเศษเหลือเกิน ส่วนเรื่องราวเป็นมายังไง
ก็ลองอ่านดูในวิกิพีเดีย เรื่อง การปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นี่ครับ
วันที่สาม ก็เดินทางไปยังเมืองบาเซิล อยู่บริเวณชายแดนฝรั่งเศษกับสวิตเซอร์แลนด์
เพื่อชมวิวภูเขาที่สวยงาม มีหิมะเกาะบนยอดเขา แหม! แค่เห็นก็หนาวแล้ว
แต่นั่นก็แค่ Intro เพราะไม่นึกว่าจะได้ไปขึ้นภูเชาทิตลิส (Titlis) เชื่อป่ะ ตอนแรกผมอ่านว่า ทิทลิส หุๆ
ยอดเขาทิตลิสอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ครับ เป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมทั้งปี แต่ด้วยภาวะโลกร้อน
ทำให้หิมะลดลง ดังนั้น ถ้าอยากเห็นหิมะ ต้องขึ้นยอดเขาสถานเดียว
แต่ยังโชคดี ที่มีกระเช้าพาขึ้นภูเขาครับ บอกตรงๆ ลงแรงมาก พัดซะเหวี่ยงเลย แต่ก็สนุกมากๆ
บอกตรงๆว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็น และได้สัมผัสหิมะ ตื่นเต้นมากๆครับ
อ๋า ลื่น!!!

ใครว่าลื่นบนหิมะแล้วไม่เจ็บ ผมค้านสุดใจเลย เพราะเจ็บ+เย็นมากๆ
ข้างบนนี้เย็นมากๆประมาณนี้เลยครับ
มุมมองจากบนยอดเขา บ้านเรือนน่ารักมาก เหมือนในเทพนิยายเลย

พอพูดถึงเรื่องเทพนิยาย มีเรื่องเล่ากันว่าที่สวิต มีตำนานนักธนูอยู่ ซึ่งปัจจุบันยังยืนยันไม่ได้ ว่ามีตัวตนจริงๆหรือไม่ ชื่อเขาคือ วิลเลี่ยมเทลนั่นเอง เอาเป็นว่า ก็คล้ายๆขุนช้างขุนแผนบ้านเรานี่เอง
ส่วนข่อมูลของภูเขาทิตลิส สามารถไปอ่านเพิ่มเติมเป็นภาษาอังกฤษที่เว็บอย่างเป็นทางการที่นี่ครับ titlis.ch
จริงๆแล้วเราจะต้องไปถ้ำน้ำแข็งพันปี Gracier Grotto (<< ชื่อเท่จริงๆ) แต่อด
เพราะเล่นหิมะกันเพลินไปหน่อย
อ้อ แล้วขอบอกนะครับ เวลาเล่นหิมะ ห้ามใช้มือเปล่าจับหิมะเด็ดขาด เพราะจะทำให้มือแข็ง
ไม่มีความรู้สึกไปเลย ถ้าอยากจับ ให้ใช้ถุงมือจับครับ
ช่วงเย็นวันนั้นได้เดินทางไปชมอนุสาวรีย์สิงโตที่สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ให้ชาวสวิตที่เสียชีวิตในสงครามฝรั่งเศสฮะ
ทำจากหินครับ ประณีตมากๆ
วันต่อมา เราเดินทางเข้าประเทศอิตาลี ที่รูปร่างเหมือนรองเท้าบู๊ตน่ะแหล่ะครับ
ไปยังนครเวนิส นครแห่คูคลอง ช่วงนั้นกล้องแบตหมด (กำ) เลยไม่มีอะไรจะถ่ายมาเลย (ฮือๆ)
วันต่อมาไปที่เมืองปิซ่า แค่ชื่อก็เดากันได้แล้วนะครับว่าจะไปดูอะไรกัน
เราไปดูหอเอนปิซ่ากัน ซึ่งมันเอียงๆ แบบในรูปถ่ายหลายๆที่ครับตามนี้เลย
ผมก็สังเกตว่าโบสถ์ กับสิ่งก่อสร้างแถวๆนั้นก็เอียงๆหมดเลย คิดว่าแถวๆนั้นดินน่าจะอ่อนตัวมากครับ

หลายคนคงสงสัยกันว่า มันจะล้มรึเปล่า
ขอตอบว่า ไม่ล้มแน่ๆครับ เพราะว่าที่ฐานของหอเอนนั้นได้สร้างเสาค้ำไว้แล้ว
และได้อักปูนเข้าฐาน ให้เหมือนรากต้นไม้ ดังนั้น โอกาสที่จะล้มคงเกิดในอีก 200-300
ปีหน้าโน่น (คนอ่าน : อ้าว ทำไมปากเสียงี้)
จริงๆผมไม่ได้คิดเองนะ แต่เค้าเขียนไว้ในแผ่นพับนี่
วันสุดท้าย ไปชมอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ ที่นครวาติกัน ศูนย์กลางคริสต์ศาสนา
นิกายโนมันคาทอลิก เดินชมวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่ใหญ่และสวยที่สุดในโลก
ใกล้ๆกันนั้น ก็มีสนามกีฬาโคลีเซี่ยม กับประตูชัยโรมันครับ
ที่ตั้งตระหง่านมาหลายพันปี

บ่ายๆไปชมน้ำพุเทรวี่ครับ เค้าว่ากันว่า หากหันหลังให้น้ำพุ แล้วโยนเหรียญ 3
เหรียญด้วยมือซ้าย ให้ข้ามไหล่ขวาไป อธิฐานว่าให้ได้กลับมาที่นี่อีก
เมื่อโยนไปแล้วแล้วเหรียญทั้งสามตกน้ำ คำอธิฐานจะเป็นจริง (แต่จะมีเงินไปรึเปล่าก็อีกเรื่องนะ)
นี่ฮะ คนเยอะสุดๆ
นึกๆแล้ว คล้ายๆกับที่เมื่อสามปีก่อนตอนแม่ผมไปทำงานที่แคนาดา
ที่เค้าว่ากันว่าถ้าเก็บใบเมเปิ้ลกลับมา แล้วใบไม่เหี่ยว จะได้ไปอีกครั้งเลยแฮะ
ซึ่ง นั่นทำให้เมื่อปีก่อน แม่ผมต้องไปทำงานที่แคนาดาอีก แม๊! ไม่เชื่อย่าลบหลู่จริงๆ
กลับมาที่อิตาลีต่อ แถวๆนั้นก็มีที่ที่เรียกว่า บันไดสเปน ครับ
เพราะแถวๆนั้นเมื่อก่อนมีสถานทูตสเปนอยู่ แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่ามันย้ายไปที่ไหนแล้ว
รูปฮะ บันไดก็ประดับด้วยดอกไม้สวยงาม สีสันสดใส
วันที่กลับก็เป็นวันท ี่22 เมย.ออกจากอิตาลี ไปตุรกี และมาเมืองไทยครับ
ตอนลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมินี่ ผมตกใจมาก ว่าทำไมหญ้าที่รันเวย์ กับบ่อน้ำนั้น แห้งหมด
หญ้ากลายเป็นสีน้ำตาล น้ำแห้งไม่เหงือแม้หยดเดียว
ทำให้รู้ว่า เมืองไทยนี่คงร้อนมากๆช่วงสงกรานต์
สรุป
สิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริปนี้คือ ผมได้เจอบ้านเมือง และสิ่งก่อสร้่างเก่าๆ ในฝรั่งเศส
ที่สวยงามมานานปี ไม่ต่องทาสีก็สวย ครัวซองต์ กับขนมปังฝรั่งเศสก็นุ่ม ไม่แข็งๆ ร่วนๆ
ที่สวิต ประทับใจที่สุดคือ ได้เห็นหิมะครั้งแรกในชีวิต และ โกโก้ อร่อยม๊ากกกกก!!!
ส่วนอิตาลี แน่นอน อากาศดีที่สุด ไม่หนาว อุณหภูมิงี้ประมาณตอนเปิดแอร์ในห้องนี่เอง และ พิซซ่าอร่อย
(คนอ่าน : สรุปว่า Majority อยู่ของของกินใช่ป่ะ ??)
แต่สิ่งที่ไม่เป็นอันประทับใจ หรือที่เรียกว่า "เซ็งเป็ด" นั่นคือ ที่ไปทัวร์
นอกจากจะได้กินอาหารจีน กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศแล้ว (คืออยากกินอาหารฝรั่ง
ซื้อเองว้อย แพงด้วยถ้าเทียบเป็นเงินไทย) ก็ยังมีเรื่องของกรุ๊ปคนจีน ที่เจอหน้ากันบ่อยมากๆ
ชนิดที่ว่าวันแรก คิดในใจว่า "นี่มาปารีสหรือเซี่ยงไฮ้ฟะเนี่ย"
จริงๆผมไม่ได้รังเกียจ หรืออะไรนะฮะ แต่ขอบ่นนิดๆว่า วันนึงในฝรั่งเศส ผมกำลังทานมื้อเช้า
พยายามแอ๊บจิบชาแบบเรียบร้อยแบบคนอังกฤษ (แบบว่าปีก่อนไปซึมซาบมา) ก็มีป้า
อายุุดูจากหน้า คง 40+ เดินมาใกล้ๆผม แล้ว She ก็เรอ
เอิ๊็ก!ชนิดที่ว่าทำเอาคลื่นไส้กับกลิ่นป้าแก เล่นทำเอาวันนั้นขยาดไปทั้งวัน
แต่แหม เรื่องขี้ผงแค่นี้ ไม่ทำให้ผมเบื่อหน่ายอะไรหรอกครับ ออกจะขำๆด้วยซ้ำ
ยังไงก็ ถ้ามีอะไรดีๆ จะเก็บมาเล่าอีกแล้วกันนะครับ










ดาบข้างบนน่าดูพอๆ กับสิงโตเลย
#1 By \\(..U 3U..)// on 2008-04-24 15:53